ฝ่ายนิติการ มหาวิทยาลัยทักษิณ
 
จดหมายข่าวน่ารู้
เริ่มแสดง :: 21 ม.ค.62 ถึงวันที่ 9 ม.ค.64
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หัวข้อข่าว : จดหมายข่าวกับฝ่ายนิติการ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม เรื่อง การออกคำสั่งอย่างไรให้ชอบด้วยกฎหมาย ตอนที่ 1
 
     

จดหมายข่าวกับฝ่ายนิติการฉบับที่ 1

ประจำเดือน มกราคม 2562

เรื่องออกคำสั่งอย่างไรให้ชอบด้วยกฎหมาย

ตอนที่ 1เงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง

เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครอง

.................................................................

มหาวิทยาลัยทักษิณเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคลจัดตั้งตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ พ.. 2551โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำบริการสาธารณะในด้านการศึกษา การที่จะทำให้การบริการสาธารณะดังกล่าวสำเร็จไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนั้นจำต้องมีบุคคลหรือคณะบุคคลที่มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี สภามหาวิทยาลัย คณะกรรมการต่างๆ เป็นต้น ดำเนินการแทนมหาวิทยาลัยและเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการแทนมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจึงให้อำนาจเจ้าหน้าที่มีอำนาจสั่งการให้มีผลกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคล (พนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้าง นิสิต) เช่น คำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เช่นคำสั่งบรรจุ แต่งตั้ง คำสั่งเลื่อนขั้นไม่เลื่อนขั้นเงินเดือน คำสั่งลงโทษทางวินัย คำสั่งอนุมัติ ไม่อนุมัติค่าเช่าบ้าน คำสั่งอนุมัติ ไม่อนุมัติค่ารักษาพยาบาล อนุมัติ ไม่อนุมัติให้ลงทะเบียน คำสั่งอนุมัติ ไม่อนุมัติปริญญาบัตร เป็นต้น คำสั่งเหล่านี้เรียกว่าคำสั่งทางปกครองการออกคำสั่งดังกล่าวนี้ใช้ว่าเจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งได้อย่างอิสระโดยปราศจากเงื่อนไขเพราะหากมีการออกคำสั่งทางปกครองแล้วกระทบต่อสิทธิหน้าที่บุคคลจากการใช้อำนาจทางปกครองแล้วย่อมเกิดข้อร้องเรียนหรือนำเรื่องไปฟ้องร้องส่งผลให้ถูกตรวจสอบโดยองค์กรควบคุมภายในมหาวิทยาลัยได้แก่การอุทธรณ์และร้องทุกข์ต่ออธิการบดี การอุทธรณ์ร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์และร้องทุกข์ประจำมหาวิทยาลัย การฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เป็นต้น ดังนั้นการใช้อำนาจในการออกคำสั่งของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงแต่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยเช่นพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ พ.. 2551รวมถึงข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศที่เกี่ยวแล้ว ยังจะต้องพิจารณาว่ากระบวนการและการออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้นมีมาตรฐานไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการออกคำสั่งทางปกครองที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง       พ.. 2539 ด้วยหรือไม่ มิฉะนั้นหากออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายความรับผิดต่างๆทางกฎหมายก็จะตามมา

ดังนั้นจดหมายข่าวฉบับนี้จึงนำเสนอหลักเกณฑ์ เงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายของการออกคำสั่งทางปกครองเพื่อให้ผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองใช้เป็นแนวทางในการออกคำสั่งทางปกครองอันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อมหาวิทยาลัยและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพผู้รับผลกระทบจากคำสั่งทางปกครอง อันจะเป็นการป้องกันความเสียหายและการฟ้องร้องจากการออกคำสั่งทางปกครองโดย เงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายของ"คำสั่งทางปกครอง" มีดังนี้

การที่เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งทางปกครองเรื่องใดกระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของบุคคลในเรื่องใดนั้นเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติครบตามหลักเกณฑ์ 2 ประการดังนี้

1.เงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองได้แก่

1.1 เงื่อนไขเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครอง

1.2 เงื่อนไขเกี่ยวกับขั้นตอนการออกคำสั่งทางปกครอง

1.3ไขเกี่ยวกับรูปแบบของคำสั่งทางปกครอง  และ

2.เงื่อนไขเกี่ยวกับขอบอำนาจออกคำสั่งทางปกครอง ได้แก่

2.1เงื่อนไขเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุให้เกิดอำนาจออกคำสั่งทางปกครอง

2.2 เงื่อนไขเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของคำสั่งทางปกครอง

2.3 เงื่อนไขเกี่ยวกับความมุ่งหมายของการออกคำสั่งทางปกครอง

            โดยจดหมายข่าวเรื่องออกคำสั่งอย่างไรให้ชอบด้วยกฎหมาย ตอนที่ 1ฉบับนี้จะกล่าวเฉพาะเงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครองข้อ1.1 คือเงื่อนไขเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครอง ส่วนเงื่อนไขอื่นๆจะนำเสนอในจดหมายข่าวในฉบับต่อไป

1.เงื่อนไขเกี่ยวกับกระบวนการออกคำสั่งทางปกครอง

1.1 เงื่อนไขเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครอง มีลักษณะสำคัญสองประการคือ

ประการที่หนึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ออกคำสั่งทางปกครองมาใช้บังคับกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งต้องเป็นเจ้าหน้าที่ทีมีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.. 2539 มาตรา 12 ที่บัญญัติว่า" คำสั่งทางปกครองจะต้องกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนั้น"

ดังนั้นในเบื้องต้นก่อนออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องใดให้พิจารณาก่อนว่ามีกฎหมาย (พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ พ.. 2521 หรือข้อบังคับ หรือระเบียบหรือประกาศที่เกี่ยว) ให้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้นหรือไม่ในเรื่องนั้นหรือไม่ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้ทรงอำนาจออกคำสั่งทางปกครองอาจเป็น

(1) บุคคลหรือคณะบุคคลที่กฎหมายกำหนด ผู้ทรงอำนาจออกคำสั่งทางปกครอง เช่น อธิการบดี หรือสภามหาวิทยาลัย เป็นต้น

(2) ผู้รับมอบอำนาจ(ผู้ทำการแทน) เช่นรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการ เป็นต้น อย่างไรก็ตามบุคคลผู้รับมอบอำนาจเหล่านี้จะมีอำนาจออกคำสั่งทางปกครองได้ตามกฎหมายก็ต่อเมื่อ ได้รับมอบอำนาจมาชอบด้วยกฎหมาย การที่อธิการบดีในฐานะผู้ทรงอำนาจตามกฎหมายจะมอบอำนาจที่ชอบด้วยกฎหมายได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

(3) ผู้รักษาการแทน เช่นกรณีที่อธิการบดีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้มาตรา 32แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทักษิณ พ.2551บัญญัติว่าในกรณีที่อธิการบดีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคน ให้รองอธิการบดีซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาการแทน

ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี หรือไม่มีผู้รักษาการแทนอธิการบดีตามวรรคหนึ่งหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 30 เป็นผู้รักษาการแทน" เป็นต้นและผู้รักษาการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้นในระหว่างรักษาการแทนด้วย

ประการที่สองเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องต่างๆต้องมีความดำรงอยู่ในทางกฎหมายในเวลาที่ออกคำสั่งทางปกครองและทำการออกคำสั่งทางปกครองโดยปฏิบัติตามหลักการดำเนินงานที่กฎหมายกำหนดดังนี้

 

หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับความดำรงอยู่ในทางกฎหมายและการดำเนินงานของผู้ดำรงตำแหน่ง (บุคคล) ที่มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองมีสามประการ ดังนี้

ประการที่หนึ่งบุคคลที่ทำการออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องใด ต้องได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น เหตุที่ทำให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ เช่นผู้ทำการแต่งตั้งมิใช่เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจแต่งตั้ง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งขาดคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งนั้น เป็นต้นย่อม บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ดำรงตำแหน่งซึ่งมีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองย่อมพ้นจากตำแหน่งนั้นในภายหลัง

ปัญหาว่าการพ้นจากตำแหน่งของเขาจะมีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งทางปกครองที่เขาได้ออกมาบังคับใช้ก่อนที่เขาจะพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ เพียงใดพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.. 2539ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ว่า" ถ้าปรากฏภายหลังว่าเจ้าหน้าที่หรือกรรมการในคณะกรรมการที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองใดขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือการแต่งตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ผู้นั้นต้องพ้นจากตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งเช่นว่านี้ไม่กระทบกระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่"

ประการที่สอง บุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครองในเองใดต้องทำการออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้นในเวลาที่ตนดำรงตำแหน่งดังกล่าว

ประการที่สาม บุคคลที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจหน้าที่ออกคำสั่งทางปกครอง ต้องมีความเป็นกลางหรือปราศจากอคติ กล่าวคือต้องไม่มีส่วนได้เสียในเรืองที่จะออกคำสั่งทางปกครองมาใช้บังคับ หากมีเหตุใดๆเกี่ยวกับบุคคลนั้นซึ่งจะทำให้การพิจารณาเรื่องเพื่อออกคำสั่งทางปกครองไม่เป็นกลาง บุคคลนั้นไม่มีอำนาจทำการพิจารณาทางปกครองและออกคำสั่งทางปกครองในเรื่องนั้น เช่น เป็นญาติกับคู่กรณี หรือมีความขัดแย้งจนปลากฎชัดอันมีสภาพร้ายแรงอาจทำให้การพิจารณาไม่เป็นกลาง ตามมาตรา 13และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.. 2539